แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่าสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เรื่องเล่าสุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2556

คอลลาเจนดีอย่างไร ทำไมช่วยให้ผิวใสเด้ง





อย่างที่เคยเขียนเอาไว้แล้วเรื่องวิตตามิน ขอยกบทความของคอลลาเจนมาก่อนคะ

 collagen คอลลาเจน คือ ???

เป็นเส้นใยโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบเฉพาะในสัตว์ โดยเฉพาะในเนื้อเยื่อเกี่ยวพันของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งส่วนประกอบสำคัญของผิวหนัง กระดูก เส้นเอ็น หลอดเลือด เส้นประสาท เส้นผม ขน และ ต่อมเหงื่อ โดยคอลลาเจนทำหน้าที่ร่วมกับเส้นใยอีลาสตินและกรดไฮยาลูโรนิกช่วยให้เนื้อเยื่อมีความแข็งแรงยึดติดอวัยวะภายในร่างกายให้อยู่ด้วยกันภายในชั้นผิวหนังแท้ ช่วยเสริมสร้างผิวหนังของร่างกายให้มีความแข็งแรงและเรียบตึงหรือเรียกความยืดหยุ่นนี้ว่า Elastin  หากร่างกายขาดคอลลาเจนจะทำให้ผิวหนังหย่อนคล้อย ไม่เต่งตึง ตลอดจนส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆที่สัมพันธ์กับคอลลาเจน

โดยปกติคอลลาเจนจะถูกสังเคราะห์ได้เองภายในร่างกาย โดยใช้กรดอะมิโนที่ได้รับจากอาหาร โดยมีวิตามิน C เป็นตัวช่วย ดังนั้นหากได้รับโปรตีนและวิตามิน C ในปริมาณที่ไม่เพียงพอ จะส่งผลให้การสังเคราะห์คลอลาเจนเป็นไปอย่างไม่สมบูรณ์ และจะทำให้ร่างกายขาดคอลลาเจนได้ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ทำลายคอลลาเจนได้อีกด้วย 

คอลลาเจน พบได้ในโปรตีนจากสัตว์ไข่ นม ปลาทะเล อาหารทะเล เป็นต้น อย่างที่บอกต้องทานร่วมกับวิตามินC ถึงจะเห็นผลสูงสุด กระบวนการทำงานของคอลลาเจนในร่างกาย ทำงานอย่างไร???

คอลลาเจน เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะโดนย่อยเป็นโปรตีนหน่วยเล็กๆ ซึ่งโปรตีนจะถูกย่อย จนเป็นกรดอะมิโน แล้วร่างกายจะนำกรดอะมิโนไปใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างคอลลาเจน ดังนั้นการทานคอลลาเจนจึงไม่ต่างจากการทาน โปรตีนโดยทั่วไปนะคะ ปริมาณที่ควรทานในแต่ละวันคือ 3-10 กรัม

คอลลาเจน บางผลิตภัณท์อ้างว่าเป็นสายเปปไทด์ สามารถดูดซึมได้เลย ????

ในความเชื่อของผู้เขียน ไม่มีสารอาหารตัวใดที่ร่างกายมนุษย์สามารถดูดซึมได้ทันทีโโยไม่ผ่านกระบวนการย่อยของร่างกาย โปรตีนทุกตัวจึงต้องผ่านกระบวนการย่อยของร่างกาย ผ่านน้ำย่อยต่างๆ จึงจะถูกจำแนกแจกจ่ายไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย แม้ว่า โปรตีนตัวนั้นจะการันตี หรือชี้แจงว่ามีสายอนุพันธ์เล็กแค่ไหนต้องผ่านกระบวนการย่อยอยู่ดี แต่อาจจะย่อยได้ดีกว่าอาหารสดๆที่ทานเข้าไปเพราะไม่ต้องผ่านกระบวนการเคี้ยวและ กระบวนการบด บีบจากกระเพาะอาหาร 

คอลลาเจน ในท้องตลาด ทำไมทานแล้วสิวหาย ผิวใส ผิวขาว????

อย่างที่บอกคะ คอลลาเจนที่ขายกันทั่วไปคือโปรตีนชนิดหนึ่ง แต่จะสกัดมาจากสารอาหารชนิดใดนั้นแล้วแต่ ผลิตภัณฑ์ ที่กล่าวอ้างนะคะ ส่วนมากจะแจ้งว่ามาจากปลาทะเลน้ำลึก มีการแข่งขันสูง แจ้งปริมาณคอลลาเจนตั้งแต่ 3000, 4000,5000 ถึง 10000 อย่างที่บอกปริมาณ โปรตีนที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันมัน พอเพียงกับอาหารที่เราทานในแต่ละวันนะคะ เมื่อเราเพิ่มปริมาณเยอะๆใช้ว่าร่างกายจะดูดซึมได้ มีการขับทิ้งสู่ปัสสาวะ หรือไปพอกที่ตับคะ 

ดังนั้นสาเหตุที่ทำให้สิวหาย คงต้องมาเจาะที่ส่วนผสมในแต่ละตัวนะคะ เพราะอย่างที่บอกสิวเกิดจากไขมันใต้ผิวหนังทำงานผิดปกติ และดันตัวขึ้นมาซึ่งหลักอยู่ที่ระบบขับถ่ายเมื่อ ไม่ถ่ายแต่สิวยุบ คงต้องระวังหน่อยนะคะว่ามีสาร เกี่ยวกับกรดวิตตามินEหรือเปล่า

ทำไมทานแล้วผิวใส หลักๆในคอลลาเจน จะใส่วิตตามินซี ที่ผู้เขียนทานคือ คอลลาเจน ของเมจิ จะเป็นผงๆ ต้องผสมทานเองกับวิตตามินซี ส่วนผู้เขียนทานร่วมกับวิตตามินซีสดคือน้ำผักผลไม้วิตตามินซีสูง ก่อนมื้ออาหารเช้าคะ

วิตตามินซีอย่างที่ทราบกันคะทำงานคู่กับคอลลาเจน จะเป็นตัวนำพาคอลลาเจนคะ ถ้าไม่มีวิตตามินซีร่างกายดูดซึมคอลลาเจนไม่ได้คะ วิตตามินซีคุณสมบัติหลักๆคือต่อต้านอนุมูลอิสระคะ เป็นตัวกลางที่บำรุงภายใน และช่วยเรื่องเม็ดสี ช่วยร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาวคะ ผลข้างเคียงช่วยให้เม็ดสีผิวทำงานช้าลง เลยทำให้ผิวขาวขึ้นคะ 

ส่วนผสมอีกตัวคือกลูต้าไธโอน
กลูต้าไธโอน glutathione
เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่เซลล์ในร่างกายมนุษย์ สามารถสังเคราะห์ได้เอง มีคุณสมบัติ เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่ในการปกป้องเนื้อเยื่อไม่ให้ถูกทำลาย โดยสร้างอนุมูลอิสระที่สะสม อยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และที่สำคัญยังช่วยตับในการขจัดสารพิษออกจากร่างกาย

แท้ที่จริงแล้ว ร่างกายมนุษย์ จึงไม่จำเป็นต้องทานวิตามินที่มีส่วนผสม ของกลูต้าไธโอนเลย เนื่องมาจากว่าจะถูกย่อย เมื่อเข้าสู่กระเพราะอาหาร คนกลุ่มนึงจึงแนะนำให้ฉีด อย่างไรก้อตาม มันคือผลข้างเคียงของการใช้วิตามินตัวนี้คือทำให้ผิวขาวขึ้น แพทย์ส่วนมากใช้ สารกลูต้ารักษาผู้ป่วยภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น มะเร็ง เอดส์ เป็นต้น แต่ไม่มีผลวิจัยแน่ชัดว่าจะเห็นผล 100% จึงไม่แนะนำให้ใช้กับ ผู้ที่มีร่างกายปกติ เพราะเมื่อฉีดเข้าร่างกายจะถูกสะสมอยู่ในกระแสเลือดมากเกินไป

ดังนั้นผิวของเราจะถูกกระตุ้นด้วยวิตตามินเหล่านี้จึงได้ขาวขึ้น 

ส่วนผสมตัวอื่น ที่มีอยู่ในคอลลาเจน ราคาจะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับปริมาณของสารสกัดเหล่านั้น ที่เร่งให้เม็ดสีผิว
ทำงานช้าลง ผิวถึงขาวขึ้น เปล่งประกายเหมือนมีออร่า

Grape seed extract
เช่นสารสกัดจากเมล็ด องุ่น คือ ไบโอฟลาโวนอยด์ หรือเรียกสั้นๆว่า OPC เป็นสารต้านอนุมูลอิสระเช่นเดียวกัน ช่วยปกป้องเซลล์ ลดอาการแพ้ต่างๆ เสริมความแข็งแรงของผนังหลอดเลือดฝอย ลดภาวะไขมันเกาะผนังหลอดเลือด ส่งเสริมการทำงานของวิตตามินเอและซี แต่ผู้ป่วยที่มีภาวะเลือด ควรปรึกษาแพทย์หรือเมื่อทานแล้วเกิดอาการปวดมึนศีรษะให้หยุดทานทันที  ปริมาณที่ควรทานในแต่ละวัน 50-100 มิลลิกรัมต่อวันแต่อย่างที่บอกคะ ที่กล่าวมาข้างต้นคือสมมุติฐาน เพราะเคยมีนักวิทยาศาสตร์เค้าทดลองในหนูนะคะ

อะไรบ้างที่สามารถทำลายคอลลาเจนในร่างกาย
1.อายุ อีลาสตินน้อยลง
2.การนอนดึก เพราะเวลานอนร่างกายกำลังสร้างคอลลาเจน
3.แอลกอฮอล์ เป็นตัวการทำลายคอลลาเจน
4.แสงแดด ทำลายคอลลาเจนในชั้นผิวหนัง

สรุปเลยคะว่า คอลลาเจนในท้องตลาด ไม่จำเป็นเลยต่อร่างกายเราถ้า เราทานอาหารครบ5หมู่ แต่สำหรับบางคนเกิดภาวะอาหารไม่ย่อยระบบดูดซึมไม่ดีเพราะ ไม่ได้ออกกำลังกาย ไม่ทานอาหารที่มีประโยชน์ ไม่พักผ่อนให้เพียงพอสะสมพิษโดยการไม่ขับถ่าย จึงทำให้ระบบดูดซึมไม่ดี จึงต้องการอาหารเสริมเหล่านี้มาช่วย โโยเราไม่สามารถทราบเลยว่าระบบภายในเราพังอย่างไร ขอฝากนาฬิกาชีวิตไว้นะคะ

ลิงคที่เกี่ยวข้องคะ


Time Schedule of your life












01.00-03.00 น. เป็นช่วงเวลาของตับ
ควรนอนหลับพักผ่อน ถ้าใครนอนหลับได้ดี เป็นประจำในช่วงเวลานี้ ตับจะหลั่งสารมีลาโทนิน (meratonine)เพื่อฆ่าเชื้อโรค ทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย นอกจากร่างกายจะหลั่งมีราโทนินประจำแล้ว ยังหลั่งสารเอนโดรฟิน (endrophin)ออกมาด้วย 
จึงไม่ควรรับประทานอาหารเวลานี้ เพราะจะทำให้ตับทำงานหนัก และเสื่อมเร็ว หน้าที่หลักของตับคือ ขจัดสารพิษ ภายในร่างกาย
ส่วนหน้าที่รองคือ ช่วยในการดูแลผม ขน เล็บ ให้แข็งแรง ถ้าส่นนี้มีปัญหา ให้ฟันธงได้เลยคะว่าตับเราเริ่มจะมีปัญหาแล้วคะ
ช่วยกระเพราะย่อยอาหาร ถ้ากินบ่อยๆ จะทำให้ตับทำงานหนัก ตับจะหลั่งน้ำย่อยออกมามาก จึงไม่ได้ทำหน้าที่หลัก เป็นเหตุให้สารพิษตกค้างในตับ 

03.00-05.00 เป็นช่วงเวลาของปอด
จึงควรตื่นนอน ลุกขึน เพื่อสูดอากาศที่บริสุทธิ และรับแสงแดดในยามเช้า ผู้ที่ตื่นนอนช่วงนี้เป็น ประจำปอดจะดี ผิวดีขึน

05.00-7.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้ใหญ่ 
ควรขับถ่ายอุจจาระ ทำให้เป็นนิสัยทุกเช้า ควรจะถ่าย3-5 ครั้งก่อน 7.00 น. (เปรียบเทียบจากปริมาณอาหารที่ทานเข้าไปนะคะ)
เพราะถ้าเราไม่จำกัดของเสียเหล่านี้ออกมาก่อนเวลา 7.00 ระบบลำไส้จะทำงานดูดซึมของเสียเหล่านี้ไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย
ดังนั้น เราจึงต้องขับของเสียออก และแทนที่ของเสียด้วยอาหารเช้า ที่มีประโยชน์และสารอาหารครบถ้วนคะ

07.00-09.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร
กระเพาะอาหารจะทำงาน และย่อยอาหาร แยกอาหารสู่ลำไส้เล็กและกากอาหารสู่ลำไส้ใหญ่และสารอาหารจะถูกดูดซึมไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายที่ลำไส้เล็ก ดังนั้นมื้อเช้าจึง เป็นมื้อ ที่สำคัญที่สุด จริงทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ไม้เน้นแต่อย่างใดอย่างหนึงควร เน้นไปทางโปรตีน จากพืช ผักและผลไม้คะ

09.00-11.00 เป็นชั่วงเวลาของม้าม
ม้ามจะอยู่ชายโครงด้านซ้าย มีหน้าที่ควบคุมเม็ดเลือด สร้างน้ำเหลือง ควบคุมไขมัน คนที่ปวดศรีษะ บ่อยมัก มาจากความผิดปกติของม้าม
อาการเจ็บชายโครงสาเหตุมาจากม้าม กับตับ ม้ามจะช่วยผลิตเม็ดเลือดขาวเพื่อช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและฆ่าเชื้อไวรัสต่างๆที่อยู่ในร่างกาย
 ม้ามโต ม้ามจะไปเบียดปอด ทำให้เหนื่อยง่าย ผอมเหลือง ตาเหลือง สร้างเม็ดเลือดขาวได้น้อย
 ม้ามชื้นอาหารและน้ำที่รับประทานเข้าไปจะแปรสภาพเป็นไขมันจึงทำ
ให้อ้วนง่าย
 ดังนั้น ผู้ที่นอนหลับในช่วงเวลานี้ 09.00-11.00 ม้ามจะอ่อนแอ

11.00-12.00 น. เป็นช่วงเวลาของหัวใจ
หัวใจจะทำหนักมากในช่วงนี้ให้หลีกเลี่ยงภสวะความเครียดหรือ ภาวะที่ต้องตื่นเต้นอย่างรุนแรง

12.00-13.00 เป็นช่วงเวลาของการทานมื้อเที่ยง 
กระเพาะอาหารเริ่มทำงานอีกครั้งเพื่อส่งอาหารไปยังลำไส้เล็กและดูดซึมอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ถ้าใครอยากลดความอ้วนให้ทานอาหารเที่ยงในช่วงเวลานี้ หลังจากนี้ขอให้งด ขอเป็นน้ำ ชาสมุนไพร ชาดอกไม้ ต่างๆเพื่อความผ่อนคลาย

13.00-15.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก
จึงควรงดการกิน อาหารทุกประเภท เพื่อเปิดโอกาศ ให้ลำไส้ได้ทำงาน ลำไส้เล็กมีหน้าที่ดูดซึม สารอาหารที่เป็นน้ำทุกชนิด เช่นวิตามินซี บี โปรตีน เพื่อสร้างกรดอะมิโน สร้างเซลล์สมอง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

15.00-17.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ 
กระเพาะปัสสาวะ จะเกี่ยวข้องกับระบบความจำ ไทรอยด์ และระบบเพศทั้งหมด
ช่วงเวลานี้จึงควรออกำลังกาย เพื่อที่ทำการ D-tox ต่อมต่างๆและรูขุมขน เพื่อช่วยลดการทำงานของกระเพาะปัสสาวะ
การอั้นปัสสาวะบ่อยๆ ปัสสาวะ จะถูกดูดซึม เข้าสู่กระแสเลือด ทำให้มีกลิ่นตัวแรงๆ
ส่วนใครที่กำลังลดความอ้วนอยู่แนะนำให้ทานมื้อเย็นช่วงนี้ เพราะกระเพาะกำลังส่งน้ำย่อยออกมาย่อยอาหาร แนะนำให้งดเนื้อสัตว์ อาหารหนักๆ งดแป้ง ขอเป็นผักและผลไม้จะดีมากๆคะ

17.00-19.00 เป็นช่วงเวลาของไต จึงควรทำให้ร่างกายสดชื่นในช่วงนี้ ถ้าใครง่วงนอนในช่วงนี้แสดงว่าคุณมีปัญหาที่ไต เรียกว่าไตเสื่อม

เราควรจะลดอาหารรสจัด ช่วงที่พักไต ไม่ปรุงรสเลยจะดีที่สุด
เวลาปรุงอาหารเติมแค่เกลือหรือเหยาะแค่ซีอิ้ว เท่านั้น และทานน้ำอย่างต่ำวันละ 1.5-2 ลิตร แต่อย่าทานพรวดๆทีเดียวค่อยๆจิบจนหมดวัน ควรหากระบอกที่บอกปริมาตรเราจะได้ทราบว่าวันๆนึงเราทานน้ำ ได้เท่าไหร่ ทานชาสมุนไพรที่มีฤทธิ ช่วยล้างไต เช่น ชามะเขือพวง ชาอัสสัม ชากระเจียบแดง เป็นต้น
ช่วงนี้ยังออกกำลังกายได้บ้างคะ แต่อย่าให้เกินกว่านี้นะคะ

19.00-21.00 เป็นช่วงเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ
ช่วงนี้ ควรจะสวดมนต์ทำสมาธิทำจิตใจให้สงบคะ
ช่วงเวลานี้ห้ามออกกำลังกายแล้วนะคะ เพราะจะทำให้เซลล์เสื่อมสถาพเร็ว และบอบช้ำ ระบบภายในจะทำงานหนัก เพราะร่างกายกำลังพักผ่อนนะคะ

21.00-23.00 น. เป็นช่วงเวลา ที่ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น
 จึงห้ามอาบน้ำในช่วงนี้ เพราะจะทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย
แนะนำให้เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นคะ ห้ามสระผมเด็ดขาดถ้าจำเป็นสระเสร็จรีบเป่าให้แห้งคะ ยิ่งใครที่เป็นภูมิแพ้ยิ่งต้องระวังค้า

23.00-01.00 น. เป็นช่วงเวลาของถุงน้ำดี 
ถุงน้ำดีคือถุงสำรอง ที่เก็บน้ำย่อยที่ออกมาจากตับ อวัยวะในร่างกายเมื่อขาดน้ำ จะมาดึงน้ำจากถุงน้ำดี ทำให้ถุงน้ำดีข้น ถุงน้ำดีมีผลไปถึงปอดส่งผลให้เกิดอาการ สายตาเสื่อม เหงือกบวม ปวดฟัน นอนไม่ค่อยหลับ ชอบสดุ้งตื่นกลางดึก จะปวดศรีษะ สองข้างหรือข้างเดียวอย่างไม่ทราบสาเหตุ

ทีมา จากหนังสือ นาฬกาชีวิต โดยอ.นวลฉวี ทรรพนันทน์







วันเสาร์ที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2556

ล้างตับทำไม ???



ครั้งแรกที่ได้อ่านบทความในการล้างพิษตับ เห็นขั้นตอนแล้วยุ่งยากมากๆ คิดว่ามันไม่จำเป็น เพราะเราก็ดูแลสุขภาพดีอยู่แล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องทำเลย

เพิกเฉยไป จนพอมีเวลาได้ศึกษาเอามากๆๆเข้า ประกอบกับสิวก็ยังไม่หายซักที และเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าปี พ.ศ. 2552 ได้ไปตรวจร่างกายที่ รพ.กรุงเทพ

หาดใหญ่ คุณหมออุนตร้าซาวน์เจอไขมันพอกตับอยู่จำนวนนึง เราก็ถามหมอ ว่ารักษษยังไงคะ หมอบอกว่ามีหลายสาเหตุและยื่นโบร์ชัวร์ให้แผ่นนึง คือ

สอนการดูแลตนเองการทานอาหารและการทานวิตามิน กังวลอยู่พักนึงและก็ลืมมันไป

          จนมาปีพ.ศ. 2555 มาอ่านหนังสือ สิว secret เลยทำการสวนล้างลำไส้ทานอาหารล้างพิษต่างๆ แต่เรารู้สึกว่าทำไมเพลียบ่อย และสิวยังไม่

หายขาด ไปเจอบท ความนึงที่เค้าเขียนว่าที่ต้องล้างพิษในตับเพราะสิวไขมันขึ้นมาเรื่อยๆๆพอล้างตับแล้วสิวหายหน้าดีขึ้น เราเลยอดทนทำดูคะ

ลองอ่านวิธีของเราดูนะคะ ใครอยากลองวิธีแตกต่างลองหาคำว่าล้างพิษตับใน google ดูนะคะ แต่โดยรวม ก็จะทำคล้ายๆๆกันแล้วแต่ สำนักนะคะ พีเค

ใช้สูตรของพี่ญาตา (แต่ก็ไม่ได้ถอดแบบมาซักทีเดียวปรับตามความสะดวก นะคะ แต่เห็นผลเหมือนกันคะ)

ตั้งใจว่าถ้ามีโอกาศไป กทม จะไปจองคิวทำกับแกรดูซักครั้ง เพราะของสถาบันญาตามีครบวงจรแถมช่วยวิเคราะห์ สีของ ของเสียให้

ด้วยว่าเราขับโรคอะไร ออกมาเช่น ขับไขมัน นิ่ว มะเร็ง เป็นต้น 

ล้างพิษตับ คือ

นิ่วในถุงน้ำดี โดยวิธีธรรมชาติใช้สมุนไพรไม่ต้องผ่าตัดเป็นการดูแลฟื้นฟูร่างกายแบบธรรมชาติเหมาะสำหรับทุกคน ผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ ผู้ที่ทานอาหาร

ไม่ถูกหลักอนามัย เช่นอาหารทอด ปิ้งย่าง ผู้ที่มีความเครียดสูง พักผ่อนไม่เพียงพอ ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ มีสารพิษสะสม อันเป็นสาเหตุให้ตับทำงานหนัก

และเกิดโรคต่างๆตามมาเช่นไขมันเกาะตับ(fatty liver) ตับอักเสบ ตับแข็ง มะเร็งในตับ โรคนิ่ว โรคอ่อนเพลียเรื้อรัง เป็นต้นและเวลาตื่นนอนในตอนเช้า

จะงัวเงียมากเป็นพิเศษ ไม่มีแรงอยากนอนเยอะๆๆ ง่วงอยู่ตลอดเวลาแสดงว่าตับอ่อนแอ

สูตรล้างพิษจากตับ 
วันที่1-2 เตรีมตัวคะ ทานแต่อาหารอ่อนๆ เป็นประเภทต้มรสไม่จัด จืดๆ งดเนื้อสัตว์ ทุกชนิด 

วันที่3 คะ
06:00  น.              ตื่นนอน
06:15  น.             เช็คค่าน้ำลาย ,อมน้ำมันมะพร้าวกลั้วในปาก 15 นาที แล้วบ้วนทิ้งห้ามกลืน ล้างพิษในปาก
07:00 — 09:00 น.สวนทวารหนักด้วยกาแฟ หรือเรียกว่าดีทอค ศึกษาได้ใน google 
                            แช่มือ,แช่เท้าด้วยเกลือหิมาลัย ถ้าหาไม่ได้ ใช้เกลือสินเธาวน์ เม็ดใหญ่ แช่15นาที
                            พอกหน้าด้วยมารคขมิ้นชัน
                            ดื่มน้ำสมุนไพร (น้ำซาวข้าว,ชามะละกอ,ชาเขียว,น้ำมะขามผสมน้ำผึ้ง,น้ำผักผลไม้ปั่นไม่ใส่น้ำตาลแยกกากออก)
                            (น้ำผักสูตรที่ทานประจำคือ ซาราลี่ พริกหวาน มะระ แอปเปิ้ล แตงกวา)


09:00 — 11.00 น. ดื่มน้ำผักสมุนไพรได้เรื่อยๆ 
11:00 — 12:00 น. อาบน้ำ/พักผ่อนตามอัธยาศัย
12:00 — 12:15 น. ดื่มน้ำสมุนไพรขับพิษ 1 แก้ว
12:15 — 18.00 น. ดื่มน้ำสมุนไพรได้เรื่อยๆ
18:00 — 18:15 น. รับประทานดีเกลือ ครั้งที่ 1 ดีเกลือ 1 ชต กับน้ำต้มสุก250 ml 
18:15 — 20:00 น. งดทานน้ำแล้วคะ
20:00 — 20:15 น. รับประทานดีเกลือ ครั้งที่ 2ดีเกลือ 1 ชต กับน้ำต้มสุก250 m
20:15 — 22:00 น. งดทานน้ำแล้วคะ
22:00 — 22:15 น. ดื่มน้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาวน้ำมันมะกอก 200 ml. กับมะนาว4 ลูก บางสูตร น้ำมันมะกอก 150ml.น้ำมะนาว150 ml.คะ 
22:15 — พักผ่อนนอนหลับ

วันที่ 4-5 
ตื่นนอนตามปกติ ทำ oil pulling คะ ทำได้ตลอดนะคะ ถึงแม้ จะหมดครอสแล้วก้อตาม
ทานน้ำผลไม้แยกกาก ทานชามะละกอ
ทานอาหารอ่อนๆ เหมือนวันที่ 1-2 

เวลาถ่าย ถ่ายใส่กระโถน และเอากระชอนหรือตระกร้ากรองออกมานะคะ จะเห็นผลลัพธ์ที่ได้ แล้วมารีวิวกันนะคะ ปล.ไม่เอารูปนะคะ แค่ของตัวเองก็น่ากัวพอแล้ว จะมีสีต่างๆมากมายเช่น
เขียวคือนิ่วในถุงน้ำดี
น้ำตาลเหลือง ไขมันพอกตับ
แดงคือเม็ดเลือดแดงที่ตายแล้ว
ขาวเหมือนเห็ด คือเชื้อมะเร็ง

หลังจากล้างตับครั้งแรกรู้สึกร่างกายแข็งแรงขึ้นกระปรี้กระเปร่า ไม่ง่วงนอน ไม่เพลีย ร่างกายรับวิตตามินได้สูงสุด 

ครั้งแรกทำวันที่ 6-8 กย 2012 มีจำนวนนิ่วออกมา3 ถาด 300 ก้อน
                     19-21 กย 2012 มีจำนวนนิ่วออกมา 2 ถาด 150 ก้อน
                      4-6 ตค. 2012 มีจำนวนนิ่วลดลงเหลือถาดเดียว 50-80 ก้อน
                      11-13 ตค. 2012 รอฟังสรุปค้า เหลือ 1 ถาดกับอีก เศษๆถาดคะ

จะทำอีกจนกว่า ทำแล้วไม่มีออกมาอีกคะ ทำเดือนละครั้งหรือสองครั้งก็พอคะแล้วแต่สะดวก
ปล.ใครอยากเหนขอดูหลังไมค์นะคะ


ดีเกลือ (แมกเนเซี่ยมซัลเฟต)                                                                              

Epsom salt  (magnesium sulfate)


ดีเกลือเป็นเกลือชนิดหนึ่ง เม็ดละเอียดสีขาว รสเค็มจัดจนขม หรือเรียกว่า แมกนีเซียมซัลเฟต ดีเกลือมีองค์ประกอบ 2 อย่าง คือ แมกนีเซียมและซัลเฟต ซึ่งมีประโยชน์ในการล้างพิษตับและถุงน้ำดี รวมทั้งประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนี้

1.    ดีเกลือทำใหท่อน้ำดีขยายตัว เพื่อให้นิ่วเคลื่อนผ่านออกมาได้ง่ายขึ้น
2.    ช่วยขับพิษที่เป็นตัวขัดขวางการเดินทางของนิ่ว
3.    ในทางสมุนไพรใช้ดีเกลือเป็นยาระบาย ขับสารพิษออกจากร่างกาย
4.    แมกนีเซี่ยมในดีเกลือ ช่วยคลายเครียดและให้หลับง่าย สมาธิดีขึ้น พัฒนากล้ามเนื้อและระบบประสาท ป้องกันเส้นเลือดแข็งตัว ลดการเกร็ง
5.    ซัลเฟตช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย การดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้น บรรเทาอาการปวดศรีษะและป้องกันโรคไมเกรน
6.    ในการผลิตอาหารใช้ดีเกลือเป็นสารจับตัว (coagulant) สำหรับการผลิตเต้าหู เต้าฮวย ดีเกลือจะไปจับกับโปรตีนในน้ำนมถั่วเหลือง ทำให้จับเป็น        ก้อน ในการล้างพิษตับก็จะดักจับไขมันโปรตีนที่เป็นพิษออกมา

       3 วันในวันที่ล้างพิษตับ(วันที่ดื่มน้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว)จากการถ่ายจะมีนิ่วออกมาครั้งละ 50 เม็ดถึง400เม็ดขนาดของนิ่วที่ออกมาจะมีตั้งแต่เท่าเมล็ดงาจนกระทั่งเท่าลูกมะกรูดขนาดเขื่องๆสีของนิ่วที่ออกมาจะมีหลายสีส่วนใหญ่จะมีสีเขียวและสีเทานิ่วที่มีสีเขียวจะเป็นพวกคอลเลสเตอรอล(cholesterolเวลาถ่ายออกมาจะลอยนิ่วที่มีสีเทาดำจะเป็นพวกแคลเซี่ยม(calcium)เวลาถ่ายออกมาจะจมในตับสามารถเกิดนิ่วได้มากกว่า20,000เม็ดนิ่วจะออกมามากที่สุดในช่วงการล้างพิษตับครั้งที่ 6-7เมื่อนิ่วออกหมดแล้วให้ล้างพิษตับปีละ 2ครั้งสุขภาพก็จะดีตลอดไป

        ตับที่มีสุขภาพแข็งแรงจะต้องกลั่นกรองเลือดประมาณ1,500mlต่อนาทีและหลั่งน้ำดี1-1.5Lต่อวันซึ่งจะทำให้ตับและอวัยวะส่วนอื่นๆในร่างกายสามารถทำงานได้อย่างปกตินิ่วในถุงน้ำดีจะไปอุดตันท่อทำให้ตับไม่สามารถขับสารพิษในเลือดได้อย่างเต็มที่และยังไม่สามารถส่งสารอาหารและพลังงานที่จำเป็นไปยังส่วนอื่นๆของร่างกายได้อย่างทันการปัญหาโรคกระดูกพรุนนั้นมีสาเหตุมาจากน้ำดีที่หลั่งไม่พอและ ปัญหาสลายไขมันในอาหารน้ำดียังช่วยขับพิษในตับช่วยลดกรดในลำไส้และทำความสะอาดลำไส้อีกด้วยเมื่อการหลั่งน้ำดีในตับขาดความสมดุลผลึกคอลเลสเตอรอล(ผลึกไขมัน)ก็จะไปผนึกกับน้ำดีกลายเป็นก้อนนิ่วและไปอุดตันในท่อน้ำดีเล็กๆทำให้น้ำดียิ่งไหลได้ช้าลงเป็นเหตุให้น้ำดีผนึกตัวกับผลึกไขมันเหล่านี้ได้มากขึ้นไปอีกท่อตับนั้นจะถูก

         นิ่วในตับ(นิ่วที่ก่อขึ้นภายในตับ)นับไม่ถ้วนอุดตันทำให้ประสิทธิภาพของระบบย่อยอาหารลดลงเนื่องจากว่าตับจะหลั่งน้ำดีออกมาเรื่อยๆดังนั้นจึงมีผลึกของน้ำดีมากขึ้นเรื่อยๆน้ำดีบางส่วนจะไหลเข้าสู่เส้นเลือดทำให้มีตัวเหลือง(ดีซ่าน)แต่ละคนล้วนมีนิ่วในตับอยู่จำนวนหนึ่งบางคนมีนิ่วอยู่ในถุงน้ำดีด้วย เมื่อใช้วิธีบำบัดล้างพิษตับและดูแลสุขภาพที่ถูกต้องเราก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นหากอยากรู้ว่าคุณมีนิ่วอยู่ในตับหรือไม่มีวิธีคือการล้างพิษตับแบบธรรมชาติซึ่งได้ผลและปลอดภัยและช่วยทำความสะอาดลำไส้เมื่อคุณได้ขับนิ่วที่ก่อตัวเป็นผลึกออกไปแล้วอาการโรคต่างๆภายในร่างกายก็จะหายไปและ ทำให้มีสุขภาพดีขึ้น  

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก
บ้านชีวาธรรม:http://cheewathum.blogspot.com/


            080-999-1726, 084-456-3849

 ข้อควรระวังในการล้างพิษตับโปรดอ่านคะ


ภูมิแพ้ และไมเกรน โรคที่พบบ่อย ในบุคคลทั่วไป รักษาอย่างไรโดยไม่ใช้ยา




เมื่อก่อน โรคภูมิแพ้หรือไมเกรน ยังไม่จัดว่าเป็นโรคร้ายแรงเพราะเป็นๆๆ หายๆ แต่ด้วย สภาวะแวดล้อมในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยมลพิษ หรือมลภาวะต่างๆเช่น อากาศเสีย เสียดัง น้ำเน่า ขยะต่างๆ ควันจากท่อไอเสีย ฯลฯ

     แต่ปัจจุบันนี้ จัดเป็นโรคอันดับต้นๆที่ทุกคนเป็น กัน บางรายถึงขั้นผ่าตัดกันเลยทีเดียว เมื่อก่อน ยอมรับเลยว่าเป็นคนนึงที่เชื่อการรักษาทางวิทยาศาสตร์ว่าดีที่สุด ป่วยก้อต้องทานยา เอะอะอะไรจะวิ่งไปหาหมอ ไปร้านยา ทานจนชินจนจัดยาให้ตัวเองได้เลยทีเดียว

     อาการหลักๆที่ พีเค เป็นคือภูมิแพ้ แพ้อากาศ สืบเนื่องมาจากตอนเด็กๆนอน แล้ว ไม่ได้ห่มผ้า เคยเป็นปอดบวม รักษาจนหาย และได้ไปเรียนว่ายน้ำ อีก บวกกับคลอรีน และความชื้น (ต้องบอกก่อนว่าบ้านเกิด ที่จ.ยะลา อยู่ในภูเขา สวนยางเยอะล้อมไปหมด จึงมีอากาศชื้นอยู่ตลอดฝนตกชุก )ทำให้ปอดของเราอ่อนแอกว่าเด็กในเมือง จนต้องเลิกเรียนว่ายน้ำ แต่ก่อนนอนทุกครั้งต้องทา วิควาโปรับเสมอ เพราะมีน้ำมูกตลอด ไอจาม ได้บ่อยๆ ทานยาแก้อักเสบ บ่อยมากทั้งๆ โดนเตือนว่า ยาปฎิชีวนะ มันสะสมในร่างกาย 

     จน ได้ไปเรียนที่ กทม อาการภูมิแพ้เริ่มดีขึ้นคะ แต่ตอนนี้ค้นพบว่าแพ้ฝุ่น เมืองใหญ่ ปฎิเสธไม่ได้ที่จะเลี่ยงฝุ่นควัน เลยไปรักษากับคุณหมอหู ตา จมูกแถวบ้าน ตอนนั้นอายุยังน้อยทานยาแรงแค่ไหนก้อรับได้ แต่ต้องหยุดเมื่อพบว่ายาที่รักษาเนี้ย มีส่วนผสมของยาปฎิชีวนะ สูงมากๆๆ คือทานแล้วฉี่ม่วง กันไปเลย เหนแล้ว จึงขอหยุดและมาดูแลความสะอาดของตัวเอง ส่วนโรคไมเกรนโชคดีที่ไม่เป็น 

     แต่สังเกตุพี่สาวที่กำลังจะเอนทรานส์มีอาการ ปวดกระเพาะหรือเรียกว่า เครียดลงกระเพาะและตามมาด้วยไมเกรน หรือเรียกว่าอาการปวดหัวข้างเดียว ที่เห็นได้ชัดๆคือทานอาหารไม่ตรงเวลา อ่านหนังสือมากนอนเช้า คือผลข้างเคียงอย่างรุนแรงเพราะไปบิดนาฬิกา ชีวิต ทำให้ระบบต่างๆรวนนั้นเอง โชคดีของเราที่ไม่มีอาการนี้อาจจะเป็นเพราะตอนเด็กๆๆเป็นคนไม่เครียด สบายๆ แม้จะเรียนได้ F ก้อตาม

     จนมาสมัยมหาลัย อยู่ที่อื่นไม่ได้อยู่บ้าน อาการภูมิแพ้ดีขึ้น แต่เราคลุกคลีกับวงสุราบุหรี่ ภูมิแพ้ถามหาแน่ๆ บวกกับการนอนไม่ตรงเวลา ตารางบิดเบี้ยวจน ต้องจัดยาทานเองอยู่บ่อยๆ แต่ด้วยอายุ 19 ปี ภายในยังแข็งแรง ตับแข็งแรงเลยเต็มที่กับชีวิตได้สบาย

     แต่ตอนที่อายุ 26 ปี มีความจำเป็นต้องกลับมาอยู่ที่บ้านเกิดซึ้งมีอากาศชื้น แต่เราก้อยังไปหาหมอทานยาอยู่เช่นเคย แต่ไปหากี่หมอก้อไม่หาย เหมือนเกิดอาการดื้อยา ไปหาหมอคนที่4 หาแต่ยาแรงมาก วันละ 12 เม็ดพ่วงยานอน หลับไปด้วย ตอนนั้นเริ่มมีอาการแทรกซ้อนมากมาย

เช่น เท้าจะเย็นและชามาก ตัวเย็นผิดปกติ เย็นจากข้างในห่มผ้าห่มก้อไม่หาย มีอาการปวดกระเพาะท้องผูก เหงื่อแตกหน้าซีด และหน้ามืด นอนไม่หลับ เคยทำสถิติสูงสุดติดกันคือ 3 วัน นอนอยู่บนเตียงนะแต่ไม่หลับ จึงแก้ไข โดยการไปนวด มันก้อหายแค่ตอนไปนวดเสียเงินเยอะมาก เพราะไปนวดอาทิตย์ละ2 ครั้งไม่งั้นเส้นตึงมาก นอนไม่หลับ สาเหตุหลักน่าจะมาจากไม่ออกกำลังกาย และนั่งหน้าคอมอยู่ตลอดเวลา ทำให้บริเวณต้นคอแข็งมาก

ศัพท์แผนโบราณจะบอกว่าลมในเส้นเยอะ จนเบื่อการนวด ได้หันมาเล่นโยคะ ตอนอายุ 27 ปี อาการปวดชา ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก้อยังไปหาหมออยู่เรื่อยๆเมื่อมีอาการภูมิแพ้

จนเมื่ออายุ 28 ปี ได้ ไปอ่านตำรา ดื่มน้ำปัสสาวะ หนังสือให้คุณแม่ไปแล้วคะ แต่เธอเป็นลูกศิษย์ของหมอเขียว เราเลยเฟ้นหาหนังสือมาอ่าน จึงเลิกทานยา แม้แต่เม็ดเดียว เริ่มเมื่อเดือน มิถุนายน ปี 2011 เลิกทุกอย่างคะ แอลกอฮอล์ แต่ก้อยัง ใช้ตารางชีวิตบิดๆอยู่ 

เชื่อไหมการเลิกทานยาทำให้ชีวิตดีขึ้นคะ เพราะเรารู้สึกว่าเราเพลียและไม่มีแรงเวลาตื่นนอนแต่เดี่ยวนี้ถึงเวลาเด้งขึ้นมาจากเตียงได้เลยคะ 

แต่เราเริ่มนาฬิกาชีวิต อย่างจริงจังเมื่อ มิถุนายน 2012 ที่ผ่านมานี่เองคะ
เวลามีอาการภูมิแพ้
1.จะไม่ทานยาคะ
2.จะไม่อาบน้ำดึกๆถ้าช่วงเย็นเมื่ออากาศหนาวจะใช้การเช็ดตัวแทนคะ
3.อาบน้ำอุ่น ทำให้ร่างกายอุ่นอยู่เสมอ ทานน้ำอุ่นคะ
4.ออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวันช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ 5.00-8.00คะ ช่วยระบบขับถ่ายแต่ถ้าไม่ไหว 16.00-18.30 คะ ห้ามเกินแล้วคะหลังจากนั้นร่างกายต้องการพักคะ ใครออกกำลังกายไม่ไหวแนะนำท่าโยคะคะ ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.morkeaw.net/vegetable.html
5.ทานน้ำผักผลไม้ปั่น มีสูตร มากมายคะ ดูในอัลบั้มนี้นะคะ
6.ทานมังสวิรัสคะ 
ข้อมูลเพิ่มเติมคะhttp://www.morkeaw.net/vegetable.html
7.หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์เลี้ยงที่มีขนโดยตรง ถ้าไม่เลี้ยงจะดีกว่าคะ ถ้าเลี้ยงไว้อย่านำไปนอนในห้องแอร์ด้วยกันเพราะขนจะเข้าไปอยู่ในลมหายใจ
ทำให้แพ้มากขึ้น
8.ดูแลความสะอาดของสถานที่อยู่ เช่น ห้องนอนหมอน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว บางรายอาจจะต้องสังเกตุเรื่องน้ำยาทำความสะอาดเพราะอาจแพ้ได้ ส่วนตัวใช้น้ำยาซักผ้าของเด็กคะ ไม่ใช้น้ำยาปรับผ้านุ่มเพราะแพ้ง่าย กลิ่นฉุนแรงๆแบบน้ำหอมก้อแพ้คะ เช็ดฝุ่นอยู่เสมอ 

ก้อคือเบสิคหลักๆในการล้างพิษคะ ช่วงไหนอากาศหนาวหน่อย เรามีน้ำมูกจะสวนจมูก ด้วยปัสสาวะคะ ปัสสาวะของเราคือยาชั้นดีคะ เพราะ DNA ของเราจะเข้าไปต้านเชื้อโรคในตัวของเราคะ แถมเราทานมังสวิรัสปัสสาวะเราไม่มีสีไม่มีกลิ่นใสแจ๋วเลยคะ เอามาอาบน้ำ หมักผมล้างหน้า ทำได้หมดเลยคะ สะอาดมากๆ มีคุณสมบัติคล้าย ยาฆ่าเชื้อโรคเลยทีเดียวคะ แผลที่หายช้าหานยากก้อดีขึ้นคะ เป็นน้ำสารพัดประโยชน์จริงๆคะ
ข้อมูลเพิ่มเติมคะ

ส่วนไมเกรน ที่อยากจะพูดถึงเพราะเห็น เพื่อนๆเป็นกันบ่อยคะ อย่างแรกท่าจะมาทางสายนี้อยากให้โยนยาทิ้งไปให้หมดคะ มันไม่มีประโยชน์และมีผลข้างเคียงสูงคะ การบำบัดมีหลายแบบคะ เรียกอีกอย่างว่าแพทย์ทางเลือกคะ จริงๆศาสตร์นี้ดังมากคะ มีทั่วโลก แค่เพียงเราไม่ทราบเท่านั้นเอง 

ที่มาจากหนังสือ แพทย์ทางเลือก ของ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงศ์ 

หลักที่จะรักษากัน คือการฝังเข็มคะ ไม่อันตราย แต่ถ้าจะให้แก้กันลึกลงไปควรจะปรับที่ระบบภายในร่างกายคะ หลักๆของไมเกรนคือเส้นเลือดต่างๆภายในร่ายกายที่ยาวๆมากๆ ถ้าเอามาต่อกันเรียงๆ คงได้ 100,000 ไมล์ ยาวมากๆๆ ขดตัวกันอยู่ในร่างกายของเรา จึงไม่แปลกใจ ที่จะทำให้เราปวดเมื่อย เพราะเลือดในร่างกายของเราวิ่งวนๆๆ อยู่ ประกอบกับอาหารที่เราทานเข้าไป กิจกรรมต่างๆ ที่บิดไม่ตรงตามตาราง ก้อทำให้เลือดข้น อุดตัน หรือไขมันเกาะ ทำให้เลือด เกาะอยู่เป็นก้อนเมื่อเลือดไม่ไหลเวียน ก้อจะทำให้เราปวดไมเกรนนั้นเอง 

เบสิคง่ายๆ คือการ ทำตามนาฬิกาชีวิต แต่อย่างที่บอกอายุ ก้อส่งผลต่อการปรับตัว น้ำหนัก ที่มากเกินไปก้อส่งผลเช่นกัน ควรจะล้างพิษดีทอค ปรับสมดุล งดอาหารที่จะก่อพิษเช่น อาหารแปรรูปต่างๆ อาหารที่ผ่านกระบวนการ ในกล่องในกระป๋อง อาหารแช่แข็งต่างๆ ของหมักดองกุ้งแห้ง กะปิ ปลาร้า เส้นที่ผ่านการแปรรูปต่างๆ น้ำตาลขัดขาว นมเนยโยเกริต คะน้า ผักเศรฐกิจที่ใสยาฆ่าแมลงเยอะๆ หรือจะเป็นผลไม้รสหวานที่จะทำให้เกิดอาการร้อนใน คาเฟอีนแอลกอฮอล์ บุหรี่ 

ลองปรับสมดุล ซัก 14 วัน คุณจะเห็นความเปลี่ยนแปลง ไมเกรนจะหายไป ที่สำคัญคือการออกกำลังกาย แต่ถ้าใคร ที่ติดขัดเรื่องออกกำลังกายมีอีกวิธีคือการทำให้เลือดไหลเวียคือการนวด กดจุดด้วย ตัวเราเองศึกษาได้จากหนังสือของหมอเขียว
หนังสือ ถอดรหัสสุขภาพเล่ม 3 ใจเพชร กล้าจน (หมอเขียว)
มีท่ากายบริหาร หรือเรียกว่าโยคะเบื้องต้น กดจุดต่างๆ และการขูดพิษออกจากตัวเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากัวซา การขูดพิษ จากเขาสัตว์ 

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้คือการฝึกสมาธิและ ธรรมะคะ ต้อง ไม่เครียด ไมเกรนมาจากความเครียดโดยตรง ผ่อนคลายอ่านหนังสือธรรมมะ ปล่อยวาง PK กำลังหัดอยู่และบังคับอารมณ์ไม่ให้โกรธคะ บางปัญหาถ้าเราแก้ไม่ได้ให้เดินออกมาก่อนรอพรุ่งนี้ค่อยไปแก้ใหม่คงไม่สายนะคะ แต่สุดท้ายต้องสอนให้ปลงด้วยคะ โลกเราหมุนไปทุกวัน แต่เราทำชีวิตของเราให้ช้าลง แต่ไม่เฉื่อยชานะคะ กระฉับกระเฉง พร้อมสู้กับวันใหม่คะ หัวเราะทุกวันจะได้ไม่แก่เร็วนะคะ

รับรองอาการไมเกรนจะดีขึ้นบวกกับทานน้ำอุ่นและนอนก่อน 22.00 น.ไม่ให้เลือดข้น ทานน้ำผักปั่นและนม ธัญพืช สูตร ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธ์วงศ์ ช่วยฟื้นฟู และ ปรับสมดุลร่างกายได้อย่างดีทีเดียว

สุดท้ายนี้ขอหยิบยกคำพูดของหมอเขียวมาคะ   

พึ่งตนเองได้ ใช้ตนเองเป็น มาเป็นหมอดูแลตัวเองกันเถอะ

You can help yourself, by yourself! Become your own doctor, and look after yourself .

ใครสนใจรักษาแนวนี้ เชิญได้เลยคะมีสอนฝังเข็มด้วยคะ 
ชมรมบ้านสุขภาพ จ.ระยอง โทร 038 880679, 081683 6949
ชมรมบ้านสุขภาพกรุงเทพ ติดต่อคุณ นัทธมน 02 7463849, 081 641 7692

บทความนี้ขออุทิศให้แก้คุณย่า กิมเง็ก ผู้ล่วงลับ ผู้เป็นแรงบันดาลใจให้ดิฉันทำเพจ นี้ขึ้นมาคะ 

มาจับคู่อวัยวะภายในกันเถอะ ความสัมพันธ์ง่ายๆ ที่สังเกตุได้!!! สังเกตุโรคใกล้ตัวกับอาการปวด เบื้องต้น โดยการปรับสมดุลร้อนเย็น




วันนี้เรามาเรียนกายวิภาคกับแบบง่ายๆนะคะ เราจะสังเกตุโรคหรืออาการให้เป็น แนะนำให้ รู้จักระบบ ความสัมพันธ์ของร่างกายกันก่อนคะ 

เรามาจับคู่กันคะ 

1.ไต กระเพาะปัสสาวะ 
     ไต มีความสำคัญต่อการสืบพันธ์และการเจริญเติบโต รวมถึงการพัฒนาของสมอง กระดูกและไขกระดูก เมื่อไตมีปัญหาจะเกิดอาการดังนี้ จิตใจไม่แจ่มใส ปวดเอวและหัวเข่า เข่าไม่มีแรง บวมน้ำ ผมหงอกก่อนวัย ระบบขับถ่ายผิดปกติ ผู้หญิงไม่ตั้งครรภ์เพราะมดลูกเย็น ผู้ชายหย่อยสมรรถภาพทางเพศเป็นหมัน เกิดจากการทำงานของไตบกพร่อง เมื่อไตมีปัญหา จะส่งผลต่อระบบปัสสาวะโดยตรง ทำให้ระบบขับปัสสาวะบกพร่อง ฉี่ติขัด อาจเกิดนิ่วได้ในอนาคต

2.ตับ ถุงน้ำดี 
     ตับมีหน้าที่เก็บกักเลือด และ ปรับสมดุลปริมาณเลือด ช่วยในการย่อยอาหารของม้าม และกระเพาะอาหาร อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์ โดยเฉพาะ อารมณ์โกรธ เครียด และหวาดกลัว ซึ่งมีผลต่อดวงตาและประจำเดือน ตับยังสัมพันธ์ กับถุงน้ำดี อวัยวะทั้งสองส่งผลต่อกันและกัน หากความสามารถ ในการขับพิษของตับเป็นปกติ ถุงน้ำดีก็จะปกติเช่นกัน  บางคนจะพูดว่าคนขี้โมโห หรือนอนดึกจะเรียกว่าเป็นคนตับพัง การเวียนหัวหรือปวดหัวก่อนมีประจำเดือนเกี่ยวข้องกับตับโดยตรง หรือจะเป็นอาการปวดและบวมบริเวณหน้าอกและด้านข้างลำตัว ก็เกี่ยวข้องกับตับเช่นเดียวกัน 

3.ม้าม กระเพาะอาหาร
ม้ามและกระเพาะอาหารจะทำงานร่วมกัน ในการย่อยอาหาร ดูดซึมอาหาร ลำเลียง สารอาหารและน้ำ
     กระเพาะอาหาร ทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมขั้นต้น ม้ามทำหน้าที่ลำเลียงและควบคุมการไหลเวียนเลือด ควบคุมการทำงานของแขนขาและกล้ามเนื้อ ลำเลียงน้ำส่วนเกินไปยังปอดและไต เพื่อเปลี่ยนเป็นเหงื่อและปัสสาวะ และขับออกจากร่างกาย 
     ม้าม ทำหน้าที่ ลำเลียงสารอาหารและน้ำ ที่ได้จากการย่อยและดูดซึมของกระเพาะไปใช้จึงเป็นแหล่งที่มาของเลือด และควบคุมการไหลเวียนของเลือด อาหารต้องห้าม คืออาหารแช่เย็น น้ำแข็ง ของทอด ใครที่เป็นโรคเบื่ออาหาร อาจจะเกิดจากม้ามบกพร่องนะคะ

4.หัวใจ ลำไส้เล็ก 
     หัวใจ มีหน้าที่ แปลงสารอาหารเป็นเลือดเพื่อไปเลียงส่วนต่างๆของร่างกาย และควบคุมการไหลเวียนของเลือด หากหัวใจ ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดได้ราบรื่น เลือดก็จะไปเลี้ยงส่วนต่างๆได้เพียงพอ แถมหัวใจยังทำหน้าที่ควบคุมจิตใจ ความทรงจำของสมอง ความนึกคิดและการนอน อีกด้วย
     ลำไส้เล็ก ทำหน้าที่ย่อย อาหาร ดูดซึมอาหาร และจำกัดของเสีย หัวใจมีหน้าที่ช่วยลำไส้เล็ก แยกสารอาหารและของเสีย

5.ปอด ลำไส้ใหญ่
     ปอดมีหน้าที่ควบคุมลมปราณ ในร่างกาย หากปอดทำงานปกติ การไหลเวียนของลมปราณ และการลำเลียง สารจากปอดไปยังลำไส้ใหญ่ ก็จะไม่ติดขัด 
     ลำไส้ใหญ่ มีหน้าที่หลักในการดูดซึมน้ำ ขับถ่ายของเสีย 

ตอนนี้เรารู้การทำงานของร่างกายคร่าวๆไปแล้ว ก้อจะสังเกตุอาการของโรค ได้ไม่ยากแล้วนะคะ สังเกตุจากตำแหน่งที่ปวด หรือ อาการที่เกิด เพราะแต่ละส่วนมีความสัมพันธ์กันหมดนะคะ เช่น
ปวดหัว เพราะระบบเลือดที่ไปเลี้ยงสมองติดขัด ระบบเลือดจะลำเลียงได้ มากจากปอด ปอดจะดีขึ้นอยู่กับการขับถ่ายจากลำไส้ใหญ่

แต่ถ้ามีอาการชาตามมือเท้าแสดงว่าเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆไม่สะดวก หัวใจบกพร่อง ระบบย่อยอาหารจากลำไส้เล็กมีปัญหา จึงต้องทานอาหารให้ตรงเวลาและ ทานอย่างช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด 

ลิ้งค์ ข้อมูลเพิ่มเติมในการวิเคราะห์ โรค

ค่อยๆสังเกตุ ความสัมพันธ์ไปเรื่อยๆนะคะ เมื่อ สังเกตุเป็นแล้ว เรามารักษาอาการ ร้อนเย็นเบื้องต้น โดยการใช้พืชผัก กันเถอะคะ 
อาการดังต่อไปนี้คืออาการร้อนนะคะ 
-ตาแดง ตาแห้ง แสบตา ปวดตา 
-มีสิวฝ้า
-มีตุ่มแผลในช่องปาก เหงือกอักเสบ ปวดฟัน
-หอบหืดนอนกรน ริมฝีปากแห้งแตก
-ผมร่วงผมหงอกก่อนวัย 
-ไข้ขึ้น ปวดหัวตัวร้อน
-มีเส้นเลือดขอดตามส่วนต่างๆของร่างกาย
-กล้ามเนื้อตึงแข็ง เป็นตะคริวบ่อยๆ
-ท้องผูก อุจจาระแข็ง
-ปัสสาวะน้อยมีสีเข้ม
-ท้องอืดปวดท้อง
-หายใจเป็นไอร้อน มีเสมหะ
-เลือดกำเดาออก
-ง่วงนอนหลังทานอาหารอิ่มใหม่ๆ
-เล็บมือเล็บเท้าฉีกง่าย
-หน้ามืดเป็นลม วิงเวียน บ้านหมุน
-รู้สึกร้อนในร่างกาย
-เจ็บคอเสียงแหบ
-หิวมากหิวบ่อย

เพิ่มเติมภาวะร้อนเย็น

การแก้ภาวะร้อนเกิน ให้ดื่มน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น หรือที่เรียกว่าน้ำคลอโรฟิลด์สด จากธรรมชาติ น้ำเขียว น้ำย่านาง
ใบย่านาง ใบเตย บัวบก หญ้าปักกิ่ง ใบอ่อมแซบ ผักบุ้ง ใบเสลดพังพอน หยวกกล้วย ว่านกาบหอยหญ้าม้า หญ้า ปราบนา นำมาปั่นกรองเอากากออก ทานก่อนอาหารหรือตอนท้องว่าง หรือทานแทนน้ำดื่ม หรือจะผสมกับน้ำ มะพร้าว หรือน้ำผึ้งมะนาวเพื่อลดพิษร้อน 

กัวซา ขูดพิษ ขูดลม ใช้อุปกรณ์เช่น เขาสัวต์ ไม้ หยก ช้อน ขูดไล่พิษจากเลือดเพื่อกระตุ้น การไหลเวียนที่ดีขึ้น
ข้อมูลเพิ่มเติม การกัวซา http://www.morkeaw.net/k-guasa.html 


การสวนล้างลำไส้ ดีทอค
ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.morkeaw.net/k-detox.html

การแช่มือแช่เท้าสมุนไพร

การออกกำลังกายกดจุดลมปราณ โยคะกายบริหาร

การบำบัดด้วยปัสสาวะ

ลิ้งค์การปรับสมดุลเพิ่มเติม

ส่วนมากที่แนะนำบำบัดอาการร้อนเพราะคนส่วนมากที่มีอาการป่วยคือ ภาวะร้อนเกินนะคะ

แค่นี้เราก็สามารถเป็นหมอดูแลตัวเองได้แล้วคะ จากประสบการณ์ตรง ไม่ใช้ยาเม็ดมา2 ปีแล้วคะ ไม่ป่วยไม่ต้อง นอน รพ. ไม่ได้โชคดีคะที่ไม่ป่วย แต่เลือกแพทย์ทางเลือก รักษาตัวเองโดยไม่ใช้ยา คะ บำบัดด้วยวิธีข้างต้น เมื่อมีอาการป่วยเกิดขึ้น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ทำตามนาฬิกาชีวิต ลองปฏิบัติ ดูนะคะ เพื่อร่างกายที่แข็งแรงและยั่งยืน แบบไม่ต้องใช้ยา เพราะยาจะตกค้างและเป็นพิษสะสมในร่างกาย ทำร้ายอวัยวะต่างๆในร่างกาย มีผลในระยะยาว และต่อยอดเป็นโรคร้ายแรงในอนาคตได้คะ ด้วยความปราถนาดี เราอยากเห็น ร้อยยิ้ม จากทุกคน ไม่ป่วยร่างกายแข็งแรงแบบ PK นะคะ

ที่มาของบทความ ขอขอบคุณหนังสือ
:สุขภาพดี สวยใสต้องใส่ใจที่มดลูก ผู้เขียน แพทย์หญิง จาง เจียเป้ย ผู้แปล กัญญารัตน์ จิราสวัสดิ์
:ถอดรหัสสุขภาพเล่ม 3 มาเป็นหมอดูแลตัวเองกันเถอะ  ผู้เขียน ใจเพชร กล้าจน (หมอเขียว)

Twitter Delicious Facebook Digg Stumbleupon Favorites More

 
Design by Free WordPress Themes | Bloggerized by Lasantha - Premium Blogger Themes | ewa network review